Other

คำนำ : Entry นี้ไม่ใช่ Entry การเมืองแต่อย่างใด... ไม่เกี่ยวกับสีใดๆ หากแต่เป็นเรื่องของรูปแบบการวางตัวและธรรมเนียมพึงปฏิบัติในวงการเกมไทยที่ผ่านการยอมรับจากผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านแล้วว่าเป็นหนทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และแสดงถึงความเป็นอารยะ

บัญญัติศัพท์
ประเทศ = บริษัท กลุ่ม ทีม หรือ คนทำเกม
พลเมือง = สมาชิก ลูกจ้าง หรือ พนักงาน
สหประชาชาติ = กลุ่มก้อนของบริษัท ทีม หรือคนทำเกม
ตัดหัวฑูต = เกรียนใส่ฑูต / ไม่ให้เกียรติ / ไม่คุยด้วย

เกริ่นนำ : อยู่ดีๆก็อยากจะเขียนเล่าให้น้องๆ เพื่อนๆฟังกันว่า วิธีแบบอารยะ ที่นิยมใช้กันในหมู่ผู้มีอารยธรรมในวงการเกมไทยทำกันเป็นอย่างไรก็เท่านั้นเองขอรับ

เริ่มต้น : ที่ใดมีคนมากกว่า 1 ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเมื่อเกิดความขัดแย้ง ก็ต้องมีการแก้ปัญหาเพื่อคลายความขัดแย้งนั้นและทำให้สังคมอยู่ในความสงบสุขต่อไปตราบนานเท่านาน

ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น บรรดาอารยประเทศ(บริษัท / กลุ่ม / ทีม / คนทำเกม)จะเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

1. การเจรจา

การเจรจาคือการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด และแสดงถึงความเป็นมนุษย์สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลกใบนี้ที่สื่อสารด้วยการ พูดคุยเป็นหลักไม่ใช่ใช้ "ร่างกาย" ในการสื่อสาร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ "พูดรู้เรื่อง" นั่นเอง

สำหรับการเจรจาที่นิยมใช้กันนั้นสามารถแบ่งแยกย่อยได้ดังต่อไปนี้

1.1 การส่งฑูตเพื่อเจรจา

ใช้สำหรับการเจรจากับฝ่ายตรงข้ามที่ไม่รู้จักมักคุ้นกันดี หรือว่ามีเรื่องบาดหมางกัน หรือเป็นอริราชศัตรูกัน การส่งฑูตผู้ซึ่งเป็นคนกลาง หรือคนที่อีกฝ่ายคุ้นเคย หรือได้รับการไหว้วานมาจากผู้หลักผู้ใหญ่อีกทีนั้นจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้สามารถเริ่มเปิดการพูดคุยเพื่อเจรจาหรือตกลงได้

โดยปกติแล้ว เมื่อได้พบกับฑูต ประเทศนั้นๆควรจะให้การต้อนรับ และให้เกียรติกับผู้เป็นฑูต ไม่ว่าเรื่องที่นำมานั้นจะดีหรือร้าย พูดเข้าหู หรือไม่เข้าหูก็ตาม... พฤติกรรมที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งที่สุดก็คือ

"การตัดหัวฑูต"

อันเป็นการแสดงถึงความป่าเถื่อนและไร้อารยธรรม ณ ปัจจุบันนี้ มีบริษัททำเกมบริษัทเล็กๆหนึ่งได้กระทำการนี้และถูกคว่ำบาตรจากบริษัทใหญ่กว่าในตลาดอย่างไม่เป็นทางการเรียบร้อยแล้ว กระผมหวังว่าบริษัทเล็กๆ แต่มีเงินนั้นน่าจะทราบดีถึงจุดนี้และควรทบทวนถึงนโยบายต่างประเทศของตนใหม่ได้แล้ว

1.2 การเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างผู้นำ

เป็นการพบปะระหว่างผู้นำของสองประเทศ เพื่อเจรจาในข้อตกลงร่วม หรือทำความเข้าใจในปัญหาที่ละเอียดอ่อนอันโดยมากเกิดมาจากเหล่าพลเมืองและบรรดาทหารหาญ ส่วนมากจะเกิดขึ้นด้วยการไปนั่งกินข้าวด้วยกันสองต่อสองเพื่อหารือถึงทางออกร่วมที่ทั้งสองฝ่ายต่างพอใจ จะเกิดขึ้นกับเฉพาะประเทศที่คุ้นเคยกันดี

1.3 การเจรจาร่วมโดยมีสหประชาชาติเป็นกรรมการ

เป็นรูปแบบการเจรจาในกรณีเกิดปัญหาร้ายแรงระหว่างรัฐและบางครั้งมีการตัดหัวฑูตเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีการใช้รูปแบบการเจรจานี้ แต่กระผมกำลังพยายามจะผลักดันให้จัดขึ้นเพราะรู้สึกว่า น่าจะยังมีวิธีการเจรจาอื่นอีกกับชาติรัฐอันธพาล และยังอยากจะใช้วิธีการเจรจาแก้ปัญหา ก่อนที่จะใช้วิธีการคว่ำบาตร หรือการใช้กำลังทางทหาร

รูปแบบของการเจรจาจะเกิดขึ้นในการประชุมโดยมีตัวแทนของประเทศต่างๆเข้าร่วมฟังและช่วยในการแก้ปัญหา รวมไปถึงเป็นกรรมการช่วยลอบบี้ในบางครั้ง

2. การคว่ำบาตร

เป็นวิธีการตอบโต้ที่เบาที่สุด หลังการเจรจาไม่อาจสัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าท่านจะแน่แค่ไหน จงพึงระลึกไว้เสมอว่า คนเราต้องอยู่ในสังคมและไม่อาจจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวโดยไม่พึ่งใครได้(อย่างน้อยก็ชาวนาปลูกข้าว พ่อแม่เลี้ยงดูมา)

การถูกคว่ำบาตรจากยักษ์ใหญ่บางประเทศนั้นอาจจะส่งผลมาถึง การขอทุน / การหาตัวแทนจำหน่าย / การหาร้านวาง เลยทีเดียว

3. การใช้กำลัง

เป็นวิธีแก้ปัญหาในกรณี "แมร่งพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว" และ "ไม่อาจจะปล่อยไว้ได้อีก" ปัจจุบันมีรูปแบบการใช้กำลังดังต่อไปนี้

3.1 ผู้ก่อการร้าย

โดยมากจะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดมือฉกาจ มีทั้งเป็นทหารประจำการ และ ทหารรับจ้าง โดยมากแล้วผู้ก่อการร้ายมักปกปิดฐานะของตัวเอง หรือมักมี account ผี ตัวตนผีเอาไว้ใช้ปลุกระดมและก่อการ

ผู้ก่อการร้ายจะสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เหยื่อนั้นต้องเสื่อมเสีย โดยมากก็มักจะไม่พ้นการล่อเป้าตามเวบบอร์ดสำคัญเพื่อทำการดิสเครดิต

วิธีนี้เป็นวิธีที่ขี้ขลาดสุด แต่ก็ลงทุนน้อยสุด และมักจะได้ผลมากที่สุดด้วย... ปัจจุบันมีหลายประเทศลงนามในสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายและใช้วิธีก่อการร้าย แต่หลายประเทศก็ยังไม่ลง...

3.2 การออกแถลงการณ์ประนาม

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เชื่อกันว่าอารยะ... เป็นการด่าทออย่างสุภาพ แต่หมายถึงการแตกหัก

3.3 ใช้กองทัพเข้าปิดล้อม และใช้ปืนใหญ่ยิงถล่ม

โดยมากจะเป็นขั้นตอนต่อจากการคว่ำบาตร... เหยื่อจะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆจากคนอื่นอีก และถูกกดดันจากรอบข้างให้ต้องยอมแพ้และทำตามผู้ชนะ ไม่งั้นก็ตายไปซะ

3.4 การยิงถล่มเป้าหมายสำคัญด้วยอาวุธนำร่องวิถีไกล

เป็นการโจมตีโดยหวังผลเพื่อการสังหารให้ตายกันไปข้างอีกวิธีหนึ่งที่ยังยอมรับได้ว่า อารยะ เป็นที่รู้กันดีว่าเกือบทุกประเทศนั้นมีการละเมิดลิขสิทธิ์ และทำผิดกฏหมายหลายข้ออยู่... บรรดาประเทศที่หัวหมอจะจัดจ้างทีมกฏหมายหรือทนายเก่งๆ หาช่องเล่นงานทันทีที่เห็นสมควรและผู้ที่โดนก็มักจะตายไปจากวงการเลย

ถ้าไม่ตายก็แค้นกันไปทั้งชาติ โดยมากประเทศที่ใช้วิธีนี้มักจะไม่มีใครอยากคบค้าด้วย

3.5 อาวุธทำลายล้างแรงสูง - Weapon of Mass Destruction

เป็นทางเลือกสุดท้ายที่สุด... และมีใช้กันไม่กี่ประเทศที่ถ้ากระผมพูดชื่อออกมาก็มีสิทธิจะโดนกับเขาได้เหมือนกัน ใช้สำหรับกรณีที่การมีอยู่หรือการกระทำของฝ่ายตรงข้ามนั้นเกี่ยวพันถึงการเป็นตายของอีกฝ่าย และไม่อาจจะเจรจาหรือใช้วิธีข้างต้นดีๆได้เพื่อยุติปัญหา

ปัจจุบันเท่าที่เคยได้ยินคำร่ำลือมา อาวุธทำลายล้างแรงสูงนั้นมีคุณสมบัติหลักประกอบด้วย

"ตะกั่ว"

"น้ำมัน"

และ
"ยางรถยนต์"

จบล่ะขอรับ...

สั้นๆและได้ใจความ

"ขณะนี้ เราได้ถูกผู้ประสงค์จะใช้เวบชาวบ้านเป็นฐานโฆษณาโจมตีมาตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2552 เวลา 7.40 น. ทำให้หน้าเวบเรานั้นส่งท่านไปยังเวบขายยาอะไรสักอย่าง..."

"ขณะนี้ เราได้ทำการประสานงานกับทางผู้ให้บริการซึ่งอยู่ที่อเมริกา เพื่อดำเนินการแก้ไขเป็นการถาวร"

"ขณะนี้ เราได้แก้ไขปัญหาเบื้องต้นเป็นระยะๆ และเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ท่านที่จำเป็นต้องใช้บริการยังสามารถรับบริการจากทางเวบเราได้"

ทั้งหมดนี้คือประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ...
และต่อไปคือแบบไม่เป็นทางการ

- ด้วยความซื่อบื้อของข้าพเจ้าทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าถูกโจมตีก็ปาเข้าไปวันที่ 11...

- ซื่อบื้อกว่านั้นเผลอไปลบเวบบอร์ดส่วนลูกค้า... จึงต้องขออภัยท่านทั้งหลายมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยอย่างสูง...

- ด้วยเพราะว่าปัจจุบันเหลือแค่บอร์ดของ Novel GU ยังใช้ได้เพียงส่วนเดียว จึงขอให้ท่านไปอาศัยพำนัก ณ ที่นี้ก่อน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

หากมีความคืบหน้าใดๆ สำหรับปัญหานี้ ทางเราจะรีบแจ้งให้ท่านทราบโดยทันที

edit @ 12 Jan 2009 02:19:46 by Thanit A. - ท่านผู้นำแห่ง StudioGU

นิทาน

"กรูจะเป็นวีรชน ผู้กอบกู้วงการเกมไทย ด้วยเกมของพวกกรูเอง"

เสียงป่าวประกาศของคนหนุ่มหลายกลุ่ม ที่ชอบพูดขึ้นเสมอเมื่อทำเกมที่คิดว่าหน้าตาดูดีออกมาจนเสร็จพร้อมจำหน่ายดังขึ้นทันทีหลังจากที่ โครงการของเขาเหล่านั้นมีท่าทีว่าจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

"ไอ้พวกแก่ๆโลกทัศน์แคบ ไม่ต้องมาแนะนำพวกกรูหลอก !! พวกกรูไม่พลาดเหมือนพวกมรึง !!"

คนหนุ่มแสดงอาการตอบโต้อย่างก้าวร้าวทันที ที่ชายชราแต่งตัวปอนๆพยายามจะให้คำแนะนำกับพวกเขา

"ทำไมพวกกรูต้องทำแบบที่มรึงว่าด้วยล่ะ !? หรือว่ามรึงกลัวว่าพวกกรูจะเด่นจะดัง จะได้เกิดเกินหน้าเกินตาพวกมรึง !!"

ชายแก่ยอมก้มหน้าฟังถ้อยคำต่อว่าจากปากคนหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเอง และคิดว่าชายแก่นั้นต้องการจะสกัดดาวรุ่งตน... ทำให้เขาทำได้เพียงยืนมองคนหนุ่มผู้องอาจและเหล่ามิตรสหายพากันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่... ความไม่แน่นอน

"กรูไม่ได้แพ้เพราะตัวพวกกรู !! แต่เพราะประเทศชาติมันเฮงซวย !! ร้านค้ามันเอาเปรียบ !! แผ่นผี !! กรูเกิดมาผิดที่ ผิดเวลา ถ้าอยู่ที่อื่นก็ดังไปแล้ว ฯลฯ"

เสียงตะโกนของคนหนุ่มยังคงดังกึกก้องทุกครั้งที่ชายแก่เดินผ่านร้านเหล้า สภาพของคนหนุ่มตอนนี้นั้นแทบไม่เหลือเค้าก่อนออกเดินทางมีแต่เพียงฝีปากเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปหลังจากที่เหล่าคนหนุ่มนั้นได้เผชิญหน้ากับ "ความจริง" ผลงานของพวกเขาถูกกระแสแห่ง "ความจริง" นั้นบดขยี้อย่างไม่ปราณีจนเละแหลกเลวและเลือนหายไปกับสายลมแห่งกาลเวลา

ชายแก่หยุดมองคนหนุ่มที่บัดนี้เหลวแหลก เอาแต่ตะโกนด่าทอรอบๆตัวไปวันๆพลางถอนหายใจ ก่อนที่เขาจะเดินสวนกับคนหนุ่มอีกกลุ่มที่แต่งตัวดี

"เฮ่ย กรูว่าถ้าเราทำเกมนี้เสร็จนี่ เราจะกอบกู้วงการเกมไทยได้แน่ๆเลยว่ะ"

เสียงแว่วดังมาจากการสนทนาของคนกลุ่มนั้น ชายแก่หลับตาและยิ้มก่อนจะเดินจากไป... พร้อมเกมในมือตัวเองหลายสิบเกม...

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

"ฟ้าผ่าที่เดิมสอง สาม สี่ หรือมากกว่าห้าครั้งเสมอๆ"

แนวทาง

- วงการเกมไทยไม่ต้องการให้ใครกู้ เพราะ ไม่มีวงการเกมไทย ถ้าจะมีก็มีแต่เกมเกาหลี เกมไต้หวัน เกมจีน และเกมญี่ปุ่นที่มาขายในไทย
- วงการเกมไทยแบบที่เรียกกันตอนนี้ เต็มไปด้วย "พวกมาก่อน" ที่ส่วนมาก "ไม่ได้อยากทำเกม" แต่ "อยากได้เงิน" นี่ยังไม่รวม "อาจารย์ลวงโลก" อีกหลายตัวที่ "หากินบนหลังคน"
- ซึ่งต่อไปนี้ กระผมจะเรียกคนเหล่านั้นว่า "พวกนอกรีต"(ที่จริงเรียกมานานแล้ว)
- ตามประวัติศาสตร์แล้ว "พวกนอกรีต" มักจะถูกขุดรากถอนโคนจนเหี้ยนด้วยวิธีต่างๆนานา...
- และแน่นอนคนที่ทำแบบนั้นได้ มีทั้งเงิน มีทั้งคน มีทั้งผลงานและอำนาจ...
- อันสุดท้ายไม่เกี่ยวกัน... พึ่งรู้ว่า บริษัทนายเหนือหัวของตัวเองปีที่แล้วมีรายได้ 1 พันล้านกว่าๆ มิน่าแกถึงบอกเสมอว่า ขายของได้แค่หมื่นชิ้นเขาเรียกว่าน้อยโครตๆ...



Thanit A.
View full profile