คำเตือน
Entry นี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล และไม่อาจพิสูจน์ได้จริงทางวิทยาศาสตร์ ดั่งที่ผมได้รับการสั่งสอนมา ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณาญาณในการอ่านและรับชมตามหลัก กาลามสูตร 10
เช้ามืดวันนี้หลังจากคิดอะไรเพลินๆก็นึกขึ้นได้ครับว่าอยากเล่าอะไรให้ฟังกันเล่นๆ สำหรับผู้ที่เข้ามาอ่าน blog นี้โดยบังเอิญ หรือ ผู้ที่ติดตามเป็นประจำอยู่แล้ว
ไม่ทราบว่าท่านมีความเชื่อ หรือ คติ อะไรที่ ยึดถือเอาไว้และพยายามปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดหรือเปล่าครับ ?
จะเป็นอะไรก็ได้ครับ อาทิเช่น ไม่ทานเนื้อวัว อะไรแบบนั้น
ผมมานั่งนึกๆย้อนดูแล้วก็พบว่าตัวเองมีอะไรทำนองนี้อยู่เหมือนกันมากพอสมควรเลยอยากจะมาเล่าแบ่งปันให้ฟังกันครับ
จุดเริ่มต้น
คติความเชื่อที่ผมยึดถือนั้น ส่วนมากจะเริ่มต้นตอนสมัยที่ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งในคลังหนังสือของคุณปู่ผู้ชอบสะสมหนังสือน่ะครับ หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า
"ตำราพรหมชาติ"
ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี สำหรับผมในวัยเด็กแล้ว เจ้าหนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนคัมภีร์เวทมนตร์เล่มหนึ่งเลยล่ะครับ ผมบรรจงอ่านทุกหน้าและก็หลงใหลในมันมาก ก่อนจะพบความจริงที่ว่า เวทมนตร์คาถาทุกบทในเล่มนั้น หากจะใช้จริงๆ จำต้องมีความขลังในตัวผู้ใช้และมีการถือคติบางอย่าง
ประกอบกับสมัยเด็กๆ ซึ่งคิดว่าอาจจะบังเอิญล่ะครับ ผมเคยโมโหจนขาดสติ ตะโกน สาปแช่ง ใครหลายคนให้โดนนั่นโดนนี่แล้วก็โดนจริงๆใน 3 วัน 7 วันทุกคนที่จำได้ก็เลยคิดว่า ตัวเองน่าจะมีแววพอเอาดีด้านนี้ได้
การเลือกถือคติ
จริงอยู่ที่การถือคตินั้น ย่อมมีแบบความเชื่อแต่โบราณที่สืบทอดกันมาซึ่งอาศัยการถ่ายทอดระหว่าง ครูและศิษย์ แต่ด้วยไอ้ครั้นที่ผมเกิดมาในยุคสมัยที่เวทมนตร์ทั้งหลายแหล่นั้นเสื่อมไปเกือบจะหมดแล้ว... อย่าว่าแต่จะหาครูเลยครับ หาตัวคนใช้ได้จริงๆยังหาไม่ได้เลย ที่สำคัญถ้าบอกพ่อแม่ว่า "พ่อครับ แม่ครับ ผมอยากจะเป็นจอมเวทย์นี่" คงถูกด่าเปิงว่าไร้สาระแน่ๆ
ผมได้ทำการหาตำรามาอ่านเพิ่มอีกหลายเล่ม โดยเฉพาะรวมเรื่องราวอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ของพระเกจิอาจารย์ หรือผู้มีวิชาในสมัยก่อน และได้พบว่าในหลายๆท่านที่มีการกล่าวถึงนั้นบางคนก้มีวิธีการถือคติที่แตกต่างจากคนอื่นออกไป แต่โดยรวมๆแล้วจะมีส่วนที่คล้ายกันก็คือการสร้างกรรมดี สั่งสมบารมี และบำเพ็ญสมาธิ
รู้ถึงตรงนั้น ผมก็ตัดสินใจที่จะเริ่มก้าวแรกสู่การเป็นจอมเวทย์ล่ะครับ
เริ่มถือคติ
ตอนที่เริ่มจริงจังๆ คิดว่าน่าจะเป็นช่วงเริ่มเรียน มัธยมปลายล่ะครับ ตอนนั้นตั้งใจแน่วแน่เลยว่าเพื่อความสำเร็จของการทำเกมในอนาคต ซึ่งตอนนั้นวงการเกมไทยยังไม่เกิดและอนาคตด้านทำเกมตอนนั้นสุดแสนจะมืดมนนั้น จะต้องใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝันได้และเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ เหมือนกับที่ พรรคนาซีเคยระดมคนออกตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
แรกๆก็เริ่มต้นด้วยการบำเพ็ญสมาธิ และก็พยายามรักษาศีล 5 ล่ะครับ ซึ่งตอนหลังตึงไปหน่อยก็เลยหย่อนเอาเองพอแค่ระดับที่รักษาได้อย่าง
1. ไม่เบียดเบียดชีวิตอื่นเว้นแต่ จำเป็นต่อการดำรงชีพ , เป็นศัตรู , เป็นอุบัติเหตุรู้เท่าไม่ถึงการณ์
2. ไม่ลักทรัพย์ ดิน หิน เวลาผมจะเก็บมา ผมจะขอเจ้าที่เจ้าทางก่อนเสมอๆ ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของๆตน รวมไปถึงเรื่องไม่รับเงินสกปรกอันมาจากการ ปล้น ฆ่า ชิง หรือ คอรัปชั่นภาษีด้วย
3. ไม่ผิดประเวณี... อันนี้ง่ายครับ
4. ไม่พูดปด ... แต่ส่อเสียด นินทา ว่าร้าย นี่ อดไม่ได้จริงๆ
5. ไม่แตะสุราของมึนเมา
ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังยึดตามนี้ล่ะครับ
นอกนั้นก็จะมีคติแปลกๆที่ผมถือเองอย่าง
- ไม่ทานเนื้อสัตว์ใหญ่ที่ตัวโตกว่าหมู เว้นแต่ จะเป็นการรักษามารยาทผู้เลี้ยง, ไม่มีอะไรจะแดก ผมเป็นคนไม่ทานเนื้อวัวครับ ด้วยเพราะเคยเล่นกับวัวแล้วก็ไถ่ชีวิตไปหลายตัวเหมือนกัน
- ให้โอกาสคนเดิมไม่เกิน 3 ครั้ง ใครรู้ตัวว่าใช้เครดิตครบแล้ว เสียใจด้วยครับ
- ไม่เข้าที่อยู่อาศัยของมนุษย์ โดยที่เจ้าของไม่เอ่ยปากเชื้อเชิญให้เข้ามาได้... เห็นพวกแฟรี่เขาทำกัน เลยทำบ้าง
- ล่าอธรรมทันทีที่มีโอกาส / ว่าง เพื่อถวายเป็นบรรณาการแด่เหล่าเทพที่ผมขอพึ่งพา
- ไม่แทรกแซงวิบากกรรมชาวบ้าน เว้นแต่จำเป็นจริงๆ และถูกขอร้องมา
เวทมนตร์คาถาที่ผมใช้
อาจจะบังเอิญ... แล้วแต่วิจารณญาณครับ
- ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา รุกขเทวดา ทวยเทพผู้ปกครองดินแดน เวลาผมจะต้องเจอเรื่องลำบาก หรือต้องเดินทางไปไหนจะทำประจำครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ
ที่เคยทำจะมี ขอกำลังวังชาให้ร่างกายแสนไม่ฟิต ตอนเข้าค่ายภาคสนาม รด. ว่าไม่กินข้าวเลยสักมื้อ กินแต่น้ำอัดลมหวานๆ 3 วันให้มีแรงเหมือนคนกินข้าวตามปกติ ผ่านการฝึกโดยไม่อู้ได้ สมกับที่อุตส่าห์ลำบากเข้ามาเรียน(ที่จริง... ไม่เลือกกินแล้วก็ฟิตร่างกายเอาง่ายกว่า...) คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่ เพื่อนสนิท สมัยเรียนที่อยู่เต้นท์เดียวกับผมครับ
ยอมรับว่าตลอดการฝึกช่วงไม่กินข้าวเพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำในป่านั่น ไม่รู้สึกเพลียเลย
- ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ ปกปักษ์ตัวเองจากสัมภเวสี ปีศาจ ในที่ๆไม่รู้จัก วินาทีที่ตีนผมเหยียบเป้าหมายเวลาเดินทางไกลๆ ผมจะแอบสวดภาวนาขอพรทันทีล่ะครับ... ยังไม่รวมเซฟตี้เฟิร์สด้วย พระสมเด็จจากสเด็จพ่อที่แอบพกไปด้วยอีก
- ตัดไม้ข่มนาม แช่งอริยามออกศึก
เอาเล็บตีนจิกพื้นในรองเท้าลับๆ แล้วร่ายคาถาลับๆ เคยทำหนสองหนครับ รู้สึกไม่ดี... ชนะไม่แฟร์ เลยไม่ทำ
- สาปแช่งชักหักกระดูก
เคยทำตอนโมโหขาดสติครับ... ถ้านึกภาพไม่ออก นึกถึงอีป้าใน Drag Me To Hell เลยก็ได้ครับ 3 วัน 7 วัน รู้ชัด แต่มันเป็นกรรมครับ ทำแล้วไม่ดีเหมือนกัน เลยพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดอีก
- ปิดบังชื่อจริง
ผมมี "ชื่อจริง" แบบคนถือวิชาครับ... เป็นธรรมเนียมเลยที่จะไม่บอกชื่อนี้กับใคร
- บรรจุพลังใส่ของพกติดตัวประจำชิ้นหนึ่ง
ผมมีเครื่องรางชิ้นหนึ่งครับ พกติดตัวเสมอๆ... ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ยามไม่ได้ถือเคร่ง หรือเผลอละเมิดกฏที่ตัวเองตั้ง เวลาผมถือเคร่งผมจะภาวนาแบ่งพลังใส่เก็บๆเอาไว้ทุกวัน คงบอกไม่ได้ว่าชิ้นไหนครับ เดี๋ยวซวย... เก็บเอาไว้ใช้เป็นไม้ตายก้นหีบเวลาจำเป็นจริงๆ
สรุปแล้ว ไม่ได้ใช้ไอ้ที่มีในตำราพรหมชาติเลยครับ...
ไม่รู้เรียกว่าอะไร
สมัยหนึ่งผมเคยเคร่งเรื่องฝึกสมาธิมาก... จนมีช่วงหนึ่งที่เรียกว่าบังเอิญรู้ล่วงหน้าได้หลายๆเรื่องติดๆกันล่ะครับ อาทิเช่น
- วันนั้นใครจะโทรศัพท์มา
- วันนั้นใครจะมาหา
ความรู้สึกของการรู้พวกนี้ มันให้อารมณ์แบบว่าอยู่ดีๆเราก็คิดว่า เออ เนี่ย คนนั้นคนนี้จะโทรมา คนนั้นคนนี้จะมาหา โดยไม่ได้นัดไว้ก่อนล่ะครับ ช่วงหลังๆมาห่างการฝึกไปนานก็ไม่ได้มีสัมผัสแบบนี้อีกล่ะครับ... ถึงมีก็ไม่แม่นแบบช่วงนั้นจริงๆ เคลื่อนเยอะ
หมอดูทัก
ขาดไม่ได้สำหรับผู้ชอบเรื่องลี้ลับ คือหมอดูครับ ช่วงสมัยทำงานใหม่ๆ เคยอยากลองของหมอดูที่ตั้งโต๊ะข้างถนนล่ะครับ เลยไปลองดูหมอครับ บอกไปแต่วันเกิด เวลาตกฟาก ตามตำหรับตำราและไม่บอกข้อมูลอะไรหมออีกเลย
หมอก็ทักมา ตามลักษณะพรหมชาติพื้นๆ แบบที่ผมรู้อยู่แล้วล่ะครับ
พอจบพรหมชาติ หมอก็ตามด้วย(หมอดูท่านนี้เป็นผู้หญิงนะครับ)
"ระวังคำพูด เพราะมีวาจาสิทธิ์นะ อย่าแช่งใคร อย่าพูดร้ายให้ตัวเองเด็ดขาด"
"บารมีเกื้อหนุน มีบุญพาวาสนาส่ง ผู้ใหญ่เอ็นดูสนับสนุนตลอด เป็นเจ้าคนนายคน แต่หมออยากทักว่าให้เป็นหมอดูดีกว่า เพราะว่าดวงส่ง หาคนเป็นยาก"
"มีดวงจะได้ไปต่างประเทศ หรือ เป็นที่รู้จักในต่างแดน อยู่ในนี้ไม่ดี ไปได้ไปซะ"
"หมออิจฉา ผู้หญิงที่จะเป็นภรรยาคุณมากนะ จะสบายได้สามีดี ไม่เอาเปรียบผู้หญิง ถ้าจะแต่งงานก็คงอายุสัก 28 แต่ได้ไม่ได้ก็แล้วแต่วาสนาด้วย"
ที่หมอดูทักมาก็มี 4 ประการนี่ล่ะครับ เท็จจริงประการใด ผมเองก็ไม่กล้าออกความเห็นครับ และผมเองก็ไม่ได้เจออีกเป็นหนที่สองเลยครับ ไม่รู้ว่าแกไปตั้งโต๊ะที่ไหนอีก ส่วนที่แกทักจริงมั้ย... เอาเป็นว่าเหลือแค่อันสุดท้ายที่ยังไม่รู้ล่ะครับ ฮ่าๆ
ทุกวันนี้
ผมไม่ได้ฝึกสมาธิแบบเคร่งครัดแล้วครับ และผมเองก็ไม่ได้หลงงมงายในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ด้วยเป็นการส่วนตัว
สำหรับตอนนี้ ปัจจุบันนี้ มีโอกาสดีๆด้านการงานมากมายที่เข้ามาในชีวิตผม ซึ่งหลายอย่างเป็นเรื่องที่หลายท่านได้แค่ฝัน หลายท่านนั้นอิจฉา ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากกรรมดีที่ผมได้บำเพ็ญไว้ ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตล่ะครับ อยากจะฝากแนะนำถึงบรรดาท่านทั้งหลายที่คาดหวังความสำเร็จ โดยไม่เลือกวิธีการว่า ลองมองย้อนดูบ้าง
"กฏแห่งกรรม"
มันมีจริงล่ะครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะเออ
edit @ 22 Jun 2009 04:14:38 by Thanit A. - ท่านผู้นำแห่ง StudioGU