ผมจำได้ไม่มีวันลืมถึงวันแรกที่ผมตัดสินใจ "ทำเกม"
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนช่วงปลายฤดูหนาวเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ขณะที่ผมในตอนนั้นอายุอานามราวๆ 7 ขวบปี ตอนนั้นผมเป็นเวรทำความสะอาดห้องเรียน และด้วยนิสัยผมที่ไม่ใช่คนมักง่ายทำอะไรก็ต้องทำจนถึงที่สุด ผมจึงค่อยๆทยอยใช้มือล้วงเข้าไปในช่องเก็บของตามโต๊ะนักเรียนที่บรรดาเพื่อนๆของผม ท่านชอบซุกซ่อนเศษขยะประดุจมันเป็นถังขยะมิติที่ 4 ของหุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคตก็ไม่ปาน
บังเอิญว่าวันนั้น ท่ามกลางขยะเหล่านั้นมีเศษกระดาษแผ่นหนึ่งทำให้ผมรู้สึกสนใจ...
เศษกระดาษแผ่นนั้น เป็นเศษกระดาษประหลาดที่มีรูปภาพแปลกๆ มีภาพซ้ำๆ ถูกเขียนและขีดฆ่า มีเส้นยุ่งเหยิงมากมายดูเผินๆเหมือนจะเป็นการขีดเล่นแต่ก็ไม่ใช่ ผมเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจก่อนที่จะหยิบเศษกระดาษแผ่นนั้นไปทิ้งลงในถังขยะตามปกติ
หลายวันให้หลังจากวันนั้น ผมพยายามเฝ้ามองดูเพื่อนในห้องเพื่อหาที่มาของเจ้ากระดาษประหลาดนั่น จนในที่สุดผมก็พบว่าเจ้ากระดาษแผ่นนั้น มันคือ "เกมกระดาษ" ที่เด็กๆสมัยนั้นเล่นกันด้วยการให้ดีนสอกดบนกระดาษและดีดออกไปเป็นทิศทางการเคลื่อนที่ หรือ ยิง ของตัวละคร นับจากวันนั้นมาชีวิตของผมก็ผูกพันกับการทำเกมมาตลอด...
ทำไม ผมถึงทำเกม
ตั้งแต่เล็กแล้วผมเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม รอบๆตัวค่อนข้างง่าย ดังนั้นเวลาที่ใครสักคนรอบๆตัวของผมมีความทุกข์ หรือความรู้สึกไม่ดีผมก็มักจะพลอยซึมซับเอาความรู้สึกเหล่านั้นไว้ด้วย พูดง่ายๆก็คือเจอใครทุกข์ ก็รู้สึกหดหู่ร่วมทุกข์ไปด้วย ในขณะเดียวกันถ้าคนรอบข้างมีความสุข สนุกสนานผมก็จะรู้สึกดีไปด้วยเช่นกัน
และเกมก็เป็นของอย่างหนึ่งที่ช่วยเรียกเสียงหัวเราะและความสุข ความสนุกได้
ผมเองก็จำไม่ได้ว่าผมนั้นทำเกมกระดาษมาทั้งสิ้นกี่เกมและกี่แบบ... แต่จำได้เพียงคร่าวๆว่าผมใช้กระดาษราวๆ สี่ถึงห้าร้อยแผ่นในการผลิตเกมกระดาษป้อนให้กับกลุ่มเพื่อนนักเรียนในสมัยประถม ผ่านการปรับปรุงแล้วปรับปรุงอีกจากการถามประสาเด็กๆว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไรกัน จนในที่สุดตอนชั้น ป.5 ผมก็สามารถสร้างเกมกระดาษที่ฮิตติดระดับได้จนมีเพื่อนๆเอาไปทำเล่นต่อเกมนั้นมีชื่อว่า "Super A"
จากกระดาษ สู่ คอมพิวเตอร์
โชคดีที่สมัยเด็กๆนั้นที่บ้านผมเป็นรอบครัวที่เรียกได้ว่าค่อนข้างมีอันจะกิน ก็เลยทำให้ผมได้มีโอกาสสัมผัสเครื่องเล่นเกมทั้ง ATARI , NES หรือ SEGA GENESIS เกมบนเครื่องเล่นเกมเหล่านี้ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยจุดประกายให้ผมคิดว่า วันหนึ่งข้างหน้าผมจะต้องขยับจาก การทำบนกระดาษ ที่ทำอยู่ มาทำเป็นเกมแบบนี้ที่เคลื่อนไหวได้จริงๆ โดยที่ผมไม่ต้องมานั่งวาดบนกระดาษใหม่ทุกครั้งที่อยากจะทำให้คนอื่นเล่นอีก
ผมรอไม่นาน , ตอน ม.1 ก็มีโอกาสได้ไปเรียนเขียนโปรแกรม อาจจะด้วยเพราะตอนนั้นยังเด็กแม้ว่าจะถูกขู่ว่าทั้งยากเข็ญทั้งลำบาก ทั้งต้องใช้เวลานานนับเป็นสิบๆปีกว่าจะเก่งหรือทำไอ้สิ่งที่ตัวเองอยากจะทำได้นั้น ผมก็ตัดสินใจที่จะเรียนและพยายาม ผิดกับเด็กสมัยนี้ที่มีเครื่องทุ่นแรงมากมาย... แค่ยอมทิ้ง Tools บางตัวเพื่อเรียนรู้วิธีการทำที่ถูกต้อง ยังไม่กล้าจะทิ้ง หลงมัวเมาในพลังที่หยิบยืมคนอื่น หลอกตัวเองว่ารู้จริง สุดท้ายพอแก่ตัวลงก็ไม่สามารถไปไหนได้ไกล...
ประกอบกับโชคดีที่ตอนนั้นผมได้เจอกับเพื่อนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งจะเป็นคนที่คอยช่วยเหลือผมให้ได้มีอย่างที่มีในวันนี้ และก็ยังคงช่วยอยู่ไม่ได้ตายหรือหนีหายไปไหน ทำให้หลังจากนั้นอีกสองปี ผมก็สามารถทำเกม "Super A" ขึ้นมาได้จริงๆ
ชีวิตการประกวด
โชคร้ายที่สมัยก่อน internet นั้นไม่แพร่หลาย และผมเองก็ยังเป็นแค่เด็กมัธยมต้น ผมจึงต้องหาทางดิ้นรนนำเกมที่ผมทำกับเพื่อนออกไปสู่มือคนเล่นให้ได้ (อย่างที่เกริ่นไว้ในหลาย Entry ว่าผมไม่ได้ทำเกมสนอง need ตัวเองที่อยากจะเล่น หรือแค่อยากทำ)
พอดีกับว่าในตอนนั้นมีการประกวดของภาครัฐที่จัดโดย NECTEC เปิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบเจอกับคนอื่นๆที่ทำเกมได้เหมือนกันอย่างเป็นทางการ และเป็นครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้ว่า โลกเรานี้ช่างโหดร้ายนัก ~
ในงานประกวดครั้งแรกนั้น ผมลงแข่งขันในประเภท ซอฟต์แวร์ระดับมัธยมศึกษา(ตอนนั้นไม่ได้มีการแบ่งแบบทุกวันนี้)เผชิญหน้ากับคู่แข่งเก่งๆมากมาย... โดยเฉพาะซอฟต์แวร์สื่อการสอนมัลติมีเดียที่สมัยนั้น ครูตามโรงเรียนฮิตส่งเสริมให้เด็กๆทำกัน ทำให้ผลออกมาแบบไม่ต้องเดา ว่ายังไงเสียผมก็คงไม่ได้สักรางวัลชัวร์ๆ(วันแรกที่ไปถึงงาน ผมเดินดูงานผู้ร่วมเข้าประกวดคนอื่นๆแล้วก็ แอบให้คะแนนที่ 1 ยันชมเชยอันดับ 2 ไว้เองแล้วครับ ซึ่งแน่นอนไม่มีของผม)
โชคดีว่าที่ตลอดงานประกวดสามวันนั้น ที่บูทของผมมีน้องๆเด็กๆมากมายมารุมล้อมขอเล่นเกมอยู่ตลอด ก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่า เรามางานนี้ไม่ชนะรางวัลก็จริง แต่ก็ไม่ได้ผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่จะเอาเกมตัวเองมาให้คนอื่นเล่น
ผมลงประกวดอยู่สามครั้ง... ครั้งสุดท้าย ผมตัดสินใจที่จะเลิกลงประกวดอีก หลังจากพบว่าเกมที่ทำส่งๆกันไปนั้น ทางหน่วยงานที่ได้ไป ไม่ได้มีความคิดที่จะนำออกเผยแพร่อะไรเลยอย่างจริงจัง(ไม่ใช่ผมไม่ได้รางวัลแล้วเลิกนะ... ครั้งสุดท้ายก็ได้รางวัลสมใจแล้ว)รวมไปถึงรูปแบบการตัดสิน และผู้เข้าประกวดหลายท่านที่ "โกง" จนได้ "รางวัล" เป็นใครกันบ้างนั้น หลายๆท่านในวงการรู้ดีอยู่แก่ใจครับ
การช่วงชิงเงินรางวัลอันมีเกียรติเพื่อเงินทองและยศถาบรรดาศักดิ์จากคนที่พยายามมาเป็นแรมปี กับท่านที่หา download มาปรับแต่งนิดๆหน่อยๆเพื่อส่งเอาเงินในงานประกวดเพื่อ "การพัฒนา" มันได้ทำให้ใครหลายคน หรือเด็กน้อยคนหนึ่งในวันนั้นก้าวขึ้นมาโดยอาศัยความคับข้องใจที่ถูกโกงซึ่งๆหน้าๆแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะยังเด็กและไร้พลัง ขวนขวายหาพลังเพื่อที่ว่าวันหนึ่งนั้นเขาจะสามารถหยุดยั้งสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเขาและเพื่อนๆได้ และนำวิถีทางที่ถูกต้องให้มันกลับมาอย่างที่มันควรจะเป็น
ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดมนในวันนั้นมีคนคนหนึ่งบอกกับผมว่า "จะมัวมาประกวดแบบนี้ทำไม ทำเกมขายไปเองเลยดีกว่า"
องค์กรลับ
ในวันนั้นถึงแม้ผมจะเปลี่ยนคำตัดสินการประกวดไม่ได้ แต่ก็สามารถทำการยับยั้งในหลายจุดได้ แม้จะจัดการกับคนโกงทั้งหมดไม่ได้ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่คนทำเกมในงานประกวดนั้นร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
จากเหตุการณ์นั้นทำให้ผมตัดสินใจที่จะฟอร์มองค์กรลับขึ้นมา องค์กรที่มีอยู่อย่างลับๆเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อใช้ในการช่วยเหลือเหล่านักพัฒนาที่ถูกรังแก ถูกเอาเปรียบ... ซึ่งปัจจุบันนี้องค์กรลับนั้นก็ยังคงอยู่และเป็นหอกข้างแคร่ในสายตาหลายบริษัทฐานเสี้ยมสอนให้พนักงานหัวหมอ... และรู้เท่าทันนายทุนมากขึ้น ~
ขอฝากถึงพวกสุนัขรับใช้สักนิดว่า ต่อให้ท่านจัดการผมไป ทำลายชื่อเสียงผม ไม่ให้ใครเชื่อผม ผมก็ยังมีอาสาสมัครในองค์กรคนอื่นที่จะมาแทนที่ผม ซึ่งเขาเหล่านั้นมีชื่อเสียงดี เป็นที่เคารพและเผลอๆบางทีอาจจะอยู่ข้างกายท่านโดยไม่รู้ตัว ผมขอฝากให้ท่านดูแลพนักงานให้ดี อย่าเอาเปรียบคนทำเกม เลิกรับโปรเจคคอรัปชั่นกับภาครัฐหรือเอกชน แล้วข่าวของผมจะไม่ไปเยี่ยมเยียนท่านหรอกครับ
เรื่องของ StudioGU
เป็นทีมที่ผมก่อตั้งขึ้นมาโดยชวนเพื่อนและเพื่อนร่วมงานหลายคนมาทำร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์ในการทำเกมที่เหมาะสมกับกำลังคนและความสามารถในขณะนั้น และให้ได้งานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำออกมาได้
พูดตามตรงว่า ผมทำการสำรวจทั้งตลาดและเอกสารพอสมควรก่อนจะตัดสินใจทำ Angel's Tale ออกมา เพื่อเป็นวิทยาทาน จะขอแชร์ข้อมูลเพื่อน้องๆที่ดูถูก เกมแนวคลิ๊กประเทืองปัญญา นะครับ
- ลูกค้า 70 % ของผม เป็นคนที่บังเอิญเดินผ่านหน้าบูท และไม่เคยรู้จักงานของผมมาก่อน
- ปัจจุบันนี้ ยังมียอดสั่งซื้อ Angel's Tale มาทาง internet ทุกอาทิตย์
- ลูกค้ากว่าครึ่งเป็นท่านสุภาพสตรี
- ลูกค้าราว 50 % ไม่ใช่คนเล่นเกม
- คนอ่านการ์ตูน มีเยอะกว่าคนเล่นเกม
- เรื่อง รักๆ นิยายน้ำเน่านี่เข้าถึงคนได้เยอะกว่า วีรบุรุษกู้จักรวาลบู้สะบัด ฆ่าเอเลี่ยนเป็นล้าน
- คนส่วนมาก คลิ๊กเม้าส์ กับกดแป้น ctrl ค้างเป็น แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีจอย หรือว่าชำนาญ FPS หรือการหมุนกล้องใน 3D
- ต่างจังหวัดบางที่ไม่มี net หรือ มีแต่ช้ามาก ต้องเล่นแบบ offline อยู่กับบ้านกัน
- คนไทยเปิดรับภาพการ์ตูนแบบญี่ปุ่น แต่มีบรรยากาศรวมไปถึงเนื้อเรื่องแบบบ้านๆได้ดีกว่าที่ท่านคิด...
หลังจากนั้น
ผมก็เผชิญชีวิตในการทำงานทั้งแบบ outsource ทั้งแบบงานประจำ เป็นทั้งผู้เข้าฟังอบรม เป็นทั้งผู้ให้การอบรม เป็นผู้เข้าร่วมประกวด เป็นผู้ตัดสินการประกวด ล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อย...
จนกระทั่งล่าสุดนี่ได้เจอกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ได้มีโอกาสประมือและแลกเปลี่ยนเล่าเรื่องชีวิตทำเกมของผมให้ฟัง รวมไปถึงจุดประสงค์ที่ผมทำเกมเพราะอยากจะให้คนเล่น จนตกลงใจทำงานให้จนถึงวันนี้
สรุป
มีหลายคนถามใน Entry ก่อน, ผมขอตอบสั้นๆตรงนี้ล่ะกันนะครับ
"ผมทำเกม เพื่อรอยยิ้มของคนเล่น"
เรื่องเลวร้ายในวงการผมขอสงวนไว้เล่าให้เฉพาะคนที่เข้าข่ายกำลังจะโดน หรือคนที่ฟังแล้วสามารถช่วยทำอะไรให้มันดีขึ้นได้นะครับ , เชื่อผมเถอะครับว่า ใช้ชีวิตธรรมดาๆไป ไม่รู้อะไรเลยมีความสุขกว่าเยอะ
edit @ 27 Aug 2008 12:54:32 by Thanit A. - ท่านผู้นำแห่ง StudioGU
ส่งประกวดเพื่อให้มันต่อเนื่องกับเอ็นทรี่คราวก่อน...