2006/Mar/22

เกริ่นนำ :

อยู่ดีๆ ผมก็นึกเฮี้ยนอยากจะเขียน light novel อ่านง่ายๆ เข้าใจยากๆ ขึ้นมาตะหงิดๆ นั่งๆ มองดวงจันทร์กับอ่านตำนานเทพอยู่นาน ก็เลยปิ๊งไอเดียว่าจะลองเขียนเรื่องแบบนี้ดู แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหนและจบเมื่อไหร่(ตั้งใจไว้น่าจะ 13 ตอน)

เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ 6 แล้วที่ผมมีแผนจะเขียน.. พลอต กับโครงเรื่องได้แรงบันดาลใจมาจาก เรื่องสั้นที่เขียนให้เป็นของขวัญวันเกิดน้องสาว(ไม่ใช่น้องสาวจริงๆ)คนหนึ่ง กับ เนื้อเรื่องโดจินที่เคยจะทำกับพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง

ยังไงก็ขอฝากด้วยนะครับ

-------------------------------------------------

ใน กาลครั้งหนึ่ง , ใต้จันทราสีแดงเลือด สองชีวิตนิรันดร์ออกพเนจรเร่ร่อนไป

"Eternal's Tale - Chapter 1 :: The Sky & The Moon" - "นิรันดร์นิทาน - บทที่ 1 :: ท้องฟ้า และ ดวงจันทร์"

เช้านี้ของลัวร์

"ถ้าต้องเลือก ระหว่างครอบครัวกับโลกใบนี้ ฉันจะเลือกอะไร ?"
คำถามนี้ ดังก้องอยู่ในจิตของลัวร์อยู่ตลอดเวลา

ลัวร์ เด็กสาววัยรุ่น ผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้า แบบสาวชาวอารยันทั่วๆไปกำลังนึกเล่นๆระหว่างที่เธอ
กำลังนั่งทานอาหารเช้าที่ประกอบไปด้วยขนมปังปิ้งทาแยมส้มสองแผ่น กับไข่ดาวทอดสุกพอประมาณ 1 ฟอง

อากาศยามเช้าทำให้ลัวร์ตื่นตัวเป็นพิเศษ
เช้าอันแสนสดใส หมายถึงการเริ่มต้นใหม่
การเริ่มต้นที่ลัวร์ เจอมาแล้วตลอดช่วงอายุที่ยาวผิดปกติ 60 ปีของเธอ

แม้ภายนอกจะดูเหมือนกับสาวรุ่น แต่ความเป็นจริงแล้วลัวร์มีวุฒิภาวะไม่ต่างอะไรกับคนที่อายุ 60
สาเหตุของความผิดปกติของร่างที่แก่ช้ากว่าปกตินี้นั้น สืบทอดมาทางสายเลือดของแม่เธอ

คุณแม่ผู้อายุ 200 ปีพอดิบพอดีในวันนี้

งานฉลองวันเกิดไม่ได้ถูกจัดขึ้น ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีแขก ไม่มีกิจกรรมสนุกสนาน ไม่มีแม้แต่เค้กวันเกิด
มีแต่ลัวร์ กับแม่ของเธอ ที่เช้านี้ก็ยังคงหลับอยู่บนเตียง

"แม่คะ ? วันนี้หนูกลับเย็นเพราะมีกิจกรรมนะ" ลัวร์ตะโกน
"ทุ่มตรง ปลูก...ก แม่ด้วยล๊า.." เสียงอ่อยๆ ดังลงมาจากชั้นสอง
"ค่ะ , หนูไปล่ะนะคะ คุณแม่"

ลัวร์พูด และตรงไปที่ประตูบ้านและเปิดมันออก
เด็กสาวเดินอย่างช้าๆ ออกจากบ้านหลังโตที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ออกสู่ถนนที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา
เช้าวันนี้ก็เหมือนกับทุกๆ วัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
60 ปีที่ต้องเจอแต่เรื่องซ้ำซาก และย้ายโรงเรียนมาจนจำไม่ได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่

ลัวร์ เดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน

"สวัสดีจ๊ะ"
"สวัสดีจ๊ะ" ลัวร์ทักตอบ เด็กสาวคนหนึ่งที่สวมเครื่องแบบโรงเรียนเดียวกันกับเธอ
"ดีจ้า ลัวร์ !" เด็กสาวอีกคนทักลัวร์
"สวัสดีจ๊ะ" ลัวร์ตอบไปตามมารยาทก่อนที่เธอจะรีบเดินผ่านไป เพื่อไปถึงโรงเรียนให้เร็วที่สุด

ในความเห็นของลัวร์เอง
การผูกสัมพันธ์กับใครก็ตามที่เธอพบเจอจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดเสมอๆ
นับครั้งไม่ถ้วนที่เธอต้องพลัดพราก
นับครั้งไม่ถ้วนที่เธอถูกรังเกียจจากผู้ที่ไม่เข้าใจ
นับครั้งไม่ถ้วนที่ ลัวร์ ต้องเจ็บปวด

ไม่รู้จักใคร ใช้ชีวิตไปวันๆ จนกว่าจะถึงจุดสุดท้ายของชีวิตแบบนี้แหละดีแล้ว
นั่นคือสิ่งที่ลัวร์คิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตกึ่งนิรันดร์แบบนี้ของเธอ

เย็นวันนั้น

นักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านไปตั้งแต่ตอนบ่าย เหลือแต่เพียงคนไม่กี่คนที่ต้องอยู่โรงเรียน
เพราะเป็นเวรทำความสะอาด หรือ อยู่เพื่อทำกิจกรรมของชมรม
ลัวร์เองในฐานะ สมาชิกชมรมห้องสมุด ก็ต้องอยู่เย็นเพื่อจัด และตรวจหนังสือเป็นครั้งสุดท้าย

เธอเลือกเป้นสมาชิกชมรมห้องสมุด ก็เพราะหนังสือคือสิ่งที่เธอชอบ

หนังสือ คือสิ่งที่บันทึกความรู้ของผู้คนซึ่งสามารถผ่านกาลเวลาโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลงได้เหมือนกับเธอ
ทุกๆวัน ลัวร์จะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือ
มีความรู้อีกมากให้เธอศึกษา ความรู้นั้นไม่มีขีดจำกัดและทำให้เธอลืมเรื่องเวลาอันยาวนานได้

"กริ๊งงงงงง"

เสียงออดบอกเวลา 6 โมงเย็นดังขึ้น
ลัวร์เก็บหนังสือเข้าชั้นตามเดิม และเดินตรงไปที่ประตูห้องสมุด เธอบรรจงปิดประตูเบาๆ และเหลือบมองในห้องเพื่อ
ตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลงกลอนล็อคประตู หยิบกระเป๋าและเดินออกไปทางประตูอาคาร

บรรยากาศยามเย็นวันนี้ดูสลัวๆ แปลกๆ
ท้องฟ้าสีแดงสดเหมือนกับสีของเลือด
รอบๆตัวของลัวร์ มีแต่ความเงียบสงัด
เงียบจนลัวร์รู้สึกผิดปกติ

เด็กสาวยืนอยู่ ณ พื้นที่เปิดโล่ง ลานดินหน้าอาคารเรียน
เธอกวาดสายตามองรอบๆอย่างรวดเร็ว
จมูกดมกลิ่น หูเงี่ยฟังเสียง

"เถ้าสู่เถ้า.. ธุลีสู่ธุลี" เสียงกระซิบดังขึ้น พร้อมๆกับการจู่โจม

ฉึก !
ดาบยาวราว 1 ฟุตเสียบลัวร์เข้าที่ท้องน้อยจากทางด้านหลัง
ลัวร์อ้าปากคาง และทรุดลงนอนแน่นิ่งกับพื้นแทบจะในทันที

"เอเมน" เสียงพูดเบาๆ ดังขึ้นพร้อมๆกับการปรากฏตัวของชายในชุดบาทหลวง
ร่างของชายหนุ่มผมสั้นดูทะมัดทะแมงสูงราว 178 ซม. เดินตรงมาหาร่างของลัวร์ที่นอนจมกองเลือดอยู่อย่างช้าๆ

"มารร้าย มีเลือดสีแดงเหมือนมนุษย์ น่าขยะแขยงสิ้นดี"
เขาพูดและใช้เท้าเขี่ยร่างของลัวร์ ให้แน่ใจว่าเธอนั้นแน่นิ่งไปแล้วจริงๆ
เมื่อแน่ใจแล้ว ชายในชุดบาทหลวงก็ล้วงเข้าไปในเสื้อของตัวเองและหยิบเอาขวดน้ำเล็กๆออกมา

"นี่คือน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ปลุกเสก ณ วิหารเซนต์ปีเตอร์"
"ขอพระบิดา ทรงรับการชำระวิญญาณบาปนี้ด้วยเถิด"

เขาพูด พลางบิดฝาขวดและเทน้ำในขวดนั้นรดร่างของลัวร์

"นายมันเป็นพวกวิตถาร แทงผู้หญิงแล้วชอบเอาน้ำรดทั้งตัวหรือไง" เสียงผู้หญิงที่แหลมเล็กดังขึ้น
ร่างของเด็กผู้หญิงที่ตัวสูงราวเอวของบาทหลวง สวมชุดโกธิคสีแดงที่เต็มไปด้วยลูกไม้ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของเขา
ชายในชุดบาทหลวงยืนตัวแข็ง ด้วยความตื่นตระหนก

"ไม่ยักรู้ว่าเจ้าเป็น พวกย่ำทิวา บาโธรี่ที่ 2"
ชายในชุดบาทหลวง ล้วงเข้าไปในเสื้ออย่างรวดเร็วและคว้าเอาดาบก่อนจะหมุนตัวเพื่อฟันเด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ณ เสี้ยววินาทีนั้นเอง เด็กผู้หญิงชุดแดงแสยะยิ้มให้เห็นเขี้ยวเล็กๆตรงมุมปากของเธอ และหายไปจากตรงนั้น
ชั่วพริบตาต่อมา เท้าน้อยๆที่สวมรองเท้าสีแดงสดผู้กโบว์น่ารัก ก็ฟาดเข้าตรงแก้มด้านซ้ายของชายในชุดบาทหลวง
ส่งผลให้ร่างของเขาล้มลงฟาดกับพื้น

"บอกกี่ครั้งไม่รู้จำ อย่าเรียกชั้นแบบนั้น เจ้าพวกงมงาย" เด็กหญิงชุดแดงว่า
"นางมารบาโธรี่.." ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน และถือดาบเอาไว้ในมือ

แต่ทว่า
ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไร เด็กหญิงชุดแดงก็เข้าประชิดตัวเขาด้วยความเร็วชั่วพริบตาอีกครั้ง

"นี่ !" เด็กหญิงพูดและชกใส่ท้องของชายหนุ่ม
"สำหรับ !" เธอปล่อยหมัดที่สองติดๆกัน
"ให้จำ !" หมัดที่สามถูกปล่อยออกติดๆกันอย่างเร็ว
"ว่า !" หมัดที่สี่เข้าซ้ำตรงจุดเดิม บาทหลวงหนุ่ม อ้าปากค้าง
"ชั้นคือ !" หมัดที่ห้าถูกตอกเข้าแรงกว่าสี่หมัดแรก
"เซียล !" เธอปิดท้าย ด้วยการเตะผ่าหมาก ดวงตาของชายหนุ่มเหลือกขึ้นและทรุดล้มลงกอง นอนแน่นิ่งกับพื้น
"จันทรคราสแดง จำใส่กะโหลกของแกไว้"

เด็กหญิงชุดแดงเสยผม และแสยะยิ้มอีกครั้ง
เธอกวาดสายตาไปรอบๆ และเงี่ยหูฟังเสียง ก่อนจะเดินตรงไปยังร่างของบาทหลวงหนุ่ม ที่นอนจุกอยู่
พริบตานั้นเอง

ฟ้าวววววววววว ฉึก

ดาบสีเงินเล่มโตถูกขว้างมาจากทางด้านหลังใส่เด็กหญิงชุดแดง เธอกระโดดหลบอย่างว่องไว แต่ดาบเล่มนั้นก็บาดโดนกระโปรงของเธอขาด
เซียล เด็กหญิงชุดแดงกำมือแน่นด้วยความโกรธ

"สุนัขวาติกัน ชอบลอบกัดจริงๆนะ"
"โปรดถอยห่างจาก สาธุคุณอิสคาเรียต เจ้าหญิงแดง" เจ้าของดาบปรากฏตัวขึ้น ผู้หญิงผมยาวสีเงินสวมชุดบาทหลวงผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืด
"ถอยห่างเรอะ !? ไอ้งมงายนี่กำลังจะฆ่าลูกสาวชั้น ! ดูก่อนเถอะนังสุนัขวาติกัน !"
"เราขออภัยในการกระทำอันพลการของ สาธุคุณอิสคาเรียตด้วย , เรา จอห์น หัวหน้าหน่วยสาวก ยินดีที่ได้รู้จักกับท่าน เจ้าหญิงแดง" ผู้หญิงผมยาวสีเงินทักทายอย่างสุภาพ
"จอห์น ? จอห์นคนใหม่เป็นผู้หญิงเหรอเนี่ย !? ตาเฒ่าดื้อด้านนั่นลงโลงไปแล้วเรอะ"
"ระวังวาจาของท่านด้วย อดีตสาธุคุณจอห์นได้ลาจากโลกนี้ไปรออยู่ ณ อาณาจักรแห่งพระองค์แล้วอย่างสงบ"
"เชอะ พูดเพราะต่างกับคนอื่น แต่จุดประสงค์เหมือนเดิมเลยนะ เจ้าพวกงมงาย"
"หากไม่ใช่คำสั่งขององค์สันตะปาปา เราคงจัดการท่านไปแล้วล่ะ เจ้าหญิงแดง"
"ถ้าแกคิดว่าทำได้ก็ลอง.."

"แม่คะ.." เสียงของลัวร์เรียก ทำให้เซียลชะงัก
"ลัวร์ !" เซียลรีบวิ่งตรงไปหาลัวร์ที่นอนอยู่
"แม่ จะเจ็บ" ลัวร์พูดไปพลางเลือดไหลออกจากปากไปพลาง
"ทนหน่อยนะ" เซียลคว้ามือจับที่ด้ามรูปกางเขนของดาบ

ฉี่ เสียงดังเบาๆ พร้อมกับควันสีขาวคล้ายกับอะไรไหม้ลอยฟุ้งออกมาจากมือข้างที่จับดาบของเซียล
เธอกัดฟันด้วยความเจ็บปวด และออกแรงดึงดาบออกจากท้องของลูกสาวเธอ
เลือดสีแดงสดทะลักพุ่งตามออกมาเป็นสาย และค่อยๆหยุดลง
น่าอัศจรรย์ที่เมื่อดึงดาบออกแล้ว ปากแผลของลัวร์ก็ค่อยๆสมานตัวกัน และในที่สุดเลือดก็หยุดไหลเอง
ลัวร์ลุกขึ้นนั่ง มองหน้าเซียลผู้เป็นแม่

"แม่.. หนูขอโทษ วันนี้เป็นวันเกิดของแม่ หนู.."
เซียลพุ่งตรงเข้าไปกอดลูกสาวของเธอไว้แน่น ลัวร์คิดว่าเธอได้ยินเสียงแม่ของเธอสะอื้น
"จุ๊ๆ เด็กโง่ การที่หนูมีชีวิตอยู่นี่แหละ คือของขวัญที่ดีที่สุดของแม่ล่ะ" เซียลพูด
"แม่คะ..แฮปปี้ เบิร์ธเดย์" ลัวร์กระซิบ
"แฮปปี้ เบิร์ธเดย์จ๊ะ"

ระหว่างที่สองแม่ลูกกอดกันอยู่นั้น จอห์น หญิงสาวผมเงินในชุดบาทหลวง และ อิสคาเรียตบาทหลวงหนุ่มก็หายตัวไปจากที่ตรงนั้น
โดยที่ไมได้ทำให้ สองแม่ลูกผู้เป็นนิรันดร์นั้นรู้ตัวแม้แต่นิดเดียว

ค่ำนั้น ดวงจันทร์ส่องสว่างเป็นสีเหลืองนวล
ทอแสงทาบทับร่างของสองแม่ลูก
เซียลและลัวร์

"นภาและจันทรา"

-------------------------------------------------

edit @ 3 Nov 2007 04:14:49 by Thanit A.

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไม่เอา.... จะเอาตะวันกะจันทรางิ
#1  by  Villetta At 2006-03-22 14:19, 
ยาว ขี้เกียจอ่าน ไว้ตอน Offline ละกัน
#2  by  NinkungZ At 2006-03-23 00:29, 
ลองพิมพ์ได้ขนากนี้ แสดงว่า AT ใกล้แล้วสิ อิอิอิ
#3  by  นิเกะ (124.120.208.98) At 2006-03-24 21:20, 
รอเล่นผลงานพี่อยู่นะครับ ออกแล้วบอกด้วย
#4  by  Fenix M. Lastwaltz At 2006-03-25 05:48, 
เซฟเก็บไว้ก่อน

รอให้สติสตังเข้าที่กว่านี้ แล้วค่อยอ่าน
#5  by  รัช-มาสเตอร์ At 2006-03-27 01:13, 
#3 พิมพ์ได้ขนาดนี้มันคือ เวลาปกติ สมองปลอดโปร่งของผมนะ เป็นการทำงานแบบ 90 %

ปกติอยู่บริษัท ด้วยสภาพแวดล้อมกับลักษณะงานทำให้ผมทำงานบริษัทได้แค่ 40-70 % เอง

ภาวะ 100 % นานๆจะทำได้สักที ต้องเข้าป่าอยู่เงียบๆ ฟังเสียงธรรมชาติ อากาศ 27 องศาเซลเซียส กินอิ่มแล้ว อารมณ์ดีสุดๆ แล้วก็เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัย ผสมรักกุ๊กกิ๊ก
#6  by  Thanit A. At 2006-03-27 02:00, 

<< Home


Thanit A.
View full profile